สุขภาพจิตก็เหมือนสุขภาพกาย ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้น เราควรใส่ใจและตรวจสอบ ไม่ใช่รอจนถึงขั้นทรุดหนัก การสังเกตสัญญาณเตือนแต่เนิ่นๆ ช่วยให้การรักษาง่ายขึ้น และทำให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เร็วขึ้น หลายคนมักคิดว่า “แค่เหนื่อย แค่คิดมาก” แต่จริงๆ อาจเป็นสัญญาณที่สมควรให้แพทย์ช่วยประเมิน
สารบัญ
อารมณ์เหวี่ยงง่าย หงุดหงิด หรือเศร้าซึมต่อเนื่อง
หากอารมณ์เปลี่ยนขึ้นลงแบบสุดโต่งโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน หรือรู้สึกเศร้าแบบไม่มีเหตุผล นานเป็นสัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติ เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือโรคอารมณ์สองขั้ว คุณอาจพบว่าตัวเองโกรธง่ายกว่าปกติ น้ำตาไหลง่าย หรือมีอารมณ์ลบๆ ที่ปัดไม่ออก แม้จะพยายามคิดบวกก็ตาม เมื่ออารมณ์ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การกิน การนอน หรือความสัมพันธ์ นั่นคือเวลาที่ควรรับการประเมินจากแพทย์
ไม่สามารถพักผ่อนได้ แม้จะพยายามผ่อนคลาย
บางคนรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา สมองไม่หยุดคิด แม้จะหลับก็เหมือนหลับไม่สนิท ถ้าเจออาการ:
-
หลับแต่ตื่นมารู้สึกไม่สดชื่น
-
ฝันรบกวนจิตใจบ่อย
-
นอนมากกว่าปกติ
-
ขี้เกียจไม่อยากลุกทำอะไร
ทั้งหมดนี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะเครียดเรื้อรัง วิตกกังวล หรือซึมเศร้า ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์สามารถช่วยได้
ความคิดเชิงลบต่อเนื่อง และการโทษตัวเอง
คนจำนวนมากไม่รู้ว่าการมีความคิดเช่น “เราไม่มีค่า” “ไม่มีใครต้องการเรา” หรือ “เราเป็นตัวถ่วง” เป็นสัญญาณสำคัญที่ควรพบแพทย์ เช่นเดียวกับความรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว ไม่เก่งพอ หรือมองทุกอย่างในชีวิตเป็นภาพลบ หากความคิดเหล่านี้เป็นบ่อยและกระทบความสุขในชีวิต นั่นแปลว่าเป็นเรื่องที่ควรได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ
หลีกเลี่ยงสังคม และเก็บตัวมากกว่าปกติ
การอยู่คนเดียวบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเริ่มเลี่ยงคนรอบข้าง ไม่อยากพูดคุย ไม่อยากออกไปไหน หรือรู้สึกว่า “การอยู่กับคนอื่นเหนื่อย” นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ต้องใส่ใจ โดยเฉพาะเมื่อเป็นต่อเนื่อง และส่งผลให้ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวเริ่มห่างออกไป การแยกตัวแบบผิดธรรมชาติเป็นหนึ่งในสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตหลายรูปแบบ
สมาธิลดลง คิดอะไรช้ากว่าปกติ และตัดสินใจไม่ได้
หากคุณพบว่าตัวเอง:
-
อ่านอะไรแล้วย่อยยาก
-
ทำงานที่เคยทำได้รวดเร็ว แต่ตอนนี้ล่าช้า
-
ตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ไม่ได้
-
จดจำสิ่งต่างๆ ได้ไม่ดี
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่อง “ขี้หลงขี้ลืม” ไปเสียทั้งหมด แต่อาจสะท้อนความผิดปกติทางอารมณ์หรือภาวะซึมเศร้าเช่นกัน

อาการทางกายที่หาสาเหตุไม่ได้ และเป็นซ้ำๆ
สุขภาพจิตและร่างกายเกี่ยวข้องกันอย่างมาก หลายคนมีอาการทางกาย แต่ตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติทางกายภาพ เช่น
-
ปวดศีรษะเรื้อรัง
-
แน่นหน้าอก
-
ปวดท้องบ่อย
-
ปวดเมื่อยตัวทั้งที่ไม่ได้ออกแรง
-
เวียนหัวไม่มีสาเหตุ
ถ้าอาการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับภาวะความเครียด หรือความกังวล สมองจะส่งสัญญาณผ่านร่างกายแทนการสื่อสารด้วยความรู้สึก
มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรืออยากหายไปจากโลก
นี่คือสัญญาณที่ต้องพบแพทย์อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นความคิดชั่ววูบ หรือความคิดเป็นช่วงๆ หากเริ่มมีความรู้สึก:
-
อยากให้ทุกอย่างจบไป
-
อยากหายไป
-
อยากทำร้ายตัวเอง
-
ไม่เห็นคุณค่าในการมีชีวิต
เป็นเรื่องที่ไม่ควรเก็บไว้คนเดียว ต้องติดต่อจิตแพทย์หรือหน่วยช่วยเหลือทันที

การพบแพทย์จิตเวชไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือหมายถึง “บ้า”
หลายคนกลัวคำว่า “จิตแพทย์” เพราะคิดว่าเป็นเรื่องรุนแรง แท้จริงแล้วการไปพบแพทย์เหมือนกับการตรวจสุขภาพกาย หากมีความผิดปกติ แพทย์จะช่วยประเมินและวางแผนการดูแล ซึ่งอาจประกอบด้วยการพูดคุยบำบัด การปรับพฤติกรรม การฝึกความคิด และในบางกรณีอาจมีการใช้ยาเพื่อช่วยสมองจัดการกับสารเคมีได้ดีขึ้น
MindD Clinic สามารถช่วยคุณได้อย่างไร
MindD Clinic มีจิตแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่พร้อมดูแลคุณอย่างเข้าใจ บริการประกอบด้วย:
-
ตรวจวินิจฉัยโดยจิตแพทย์
-
ให้คำปรึกษาแบบเป็นส่วนตัว
-
วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
-
ใช้วิธีบำบัดที่เหมาะกับอาการและพื้นฐานของแต่ละคน
-
มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุย
เราเชื่อว่าสุขภาพจิตดีไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่คือความกล้าที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อถึงเวลา
คำถามที่พบบ่อย
ควรพบแพทย์เมื่อไหร่ถ้ามีอาการเครียดหรือวิตกกังวล?
หากอาการเกิดขึ้นบ่อย ส่งผลต่อการนอน การกิน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ ควรพบจิตแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ
การพบจิตแพทย์ต้องทานยาหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป แพทย์จะพิจารณาตามระดับอาการ และหลายเคสสามารถรักษาด้วยการบำบัดพูดคุยได้
อาการซึมเศร้าสามารถหายได้หรือไม่?
หายได้ เมื่อได้รับการรักษาและการดูแลที่เหมาะสม รวมทั้งการสนับสนุนจากคนรอบตัว
การเข้าพบจิตแพทย์ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
เพียงมาด้วยความรู้สึกจริงใจ เปิดใจเล่าอาการ และถ้าจำได้ให้แจ้งช่วงเวลาที่อาการเกิดขึ้นบ่อย
ใช้เวลาพูดคุยกับจิตแพทย์ครั้งละกี่นาที?
โดยปกติประมาณ 30–60 นาที เพื่อให้แพทย์ฟังคำอธิบายจากคุณและประเมินอาการได้ครบถ้วน
อ่านเพิ่มเติม:












