cyberbullying คืออะไร การบูลลี่บนโลกออนไลน์ที่อาจทำร้ายใจเราหนักกว่าที่ใครคิด
cyberbullying คืออะไร และทำไมมันไม่ใช่เรื่องเล็ก
คำว่า cyberbullying หมายถึงการกลั่นแกล้งหรือทำร้ายกันผ่านทางโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย แชทส่วนตัว กลุ่มแชท กลุ่มเพื่อนในห้องเรียน ชุมชนเกม หรือคอมเมนต์สาธารณะบนโพสต์ รูปแบบอาจเป็นการด่า ดูถูก เหยียดกายภาพ ประจานข้อมูลส่วนตัว แซะซ้ำๆ ลากเรื่องส่วนตัวไปพูดในพื้นที่สาธารณะ หรือกดดันให้อับอายต่อหน้าคนอื่น สิ่งเหล่านี้หลายครั้งถูกอ้างว่าแค่หยอกเล่น แต่คนที่โดนไม่รู้สึกว่าน่าขำเลย
สารบัญ
ความต่างของการโดนบูลลี่ในชีวิตจริงกับในโลกออนไลน์คือ โลกออนไลน์ไม่เคยปิด เราอาจถูกตามราวีได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน ข้อความอยู่เป็นหลักฐานย้อนกลับไปอ่านซ้ำได้ คนอื่นเข้ามามอง เข้ามาซ้ำ และมันเกิดซ้ำได้โดยที่เราไม่สามารถควบคุมว่าใครจะเห็นหรือจะแชร์ต่อไปถึงไหน นี่ทำให้คนที่ถูกบูลลี่ออนไลน์ไม่ได้แค่เสียหน้าในห้องเดียว แต่รู้สึกว่าทั้งอินเทอร์เน็ตเห็น ความอับอายเลยขยายระดับใหญ่ขึ้นแบบควบคุมไม่ได้
อีกอย่างคือสมองคนเราไม่ได้แยกชัดว่า นี่โดนต่อหน้า หรือนี่โดนในจอ ความรู้สึกเจ็บ อับอาย โกรธ อึดอัด รู้สึกถูกทำให้ต่ำลง ล้วนเป็นความรู้สึกจริงทั้งหมด ดังนั้น cyberbullying ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องเล่น ไม่ใช่เรื่องที่เรา “ต้องทำใจให้ชิน” อย่างที่บางคนชอบพูด
รูปแบบของ cyberbullying ที่เกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวัน
การโดนบูลลี่ออนไลน์ไม่ใช่แค่การคอมเมนต์แรงเท่านั้น มันมีหลายรูปแบบที่คนเจอกันจริงทุกวัน บางอย่างเกิดในวัยเรียน บางอย่างเกิดในที่ทำงาน และบางอย่างเกิดในความสัมพันธ์ส่วนตัวด้วยซ้ำ หลายคนไม่ทันรู้ตัวด้วยว่า สิ่งที่โดนอยู่นี่เข้าข่ายการคุกคามทางจิตใจแล้ว
การล้อเลียนและประจานต่อหน้าคนอื่น
รูปแบบนี้คือการแคปภาพหรือคลิปของเราไปโพสต์ต่อเพื่อเอาไปล้อ เอาไปเล่นเป็นมุก ทำเป็นมีม ดัดแปลงให้ตลก แต่ตลกบนความเสียหน้าและศักดิ์ศรีของเรา เช่น ล้อรูปร่าง หน้า ผิว น้ำเสียง การพูด หรือบุคลิก ถ้าเกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มเรียน ผลกระทบคือเราถูกผลักให้เป็นตัวตลกของกลุ่มแบบไม่ยินยอม
การส่งข้อความคุกคามหรือดูถูกโดยตรง
เป็นข้อความด่าซ้ำๆ ดูถูก กดดัน ข่มขู่ บังคับให้ทำอะไรบางอย่าง หรือโยนคำพูดแรงๆ ใส่เราแบบไม่หยุด แม้เราจะไม่ตอบกลับ เขาก็ยังส่งมาเรื่อยๆ ความรู้สึกของคนโดนคือเหมือนโดนไล่ต้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่มีที่หายใจ
การปล่อยข่าวลือหรือบิดเบือนข้อมูลส่วนตัว
อันนี้คือการแต่งเรื่องให้เราเสียหาย เช่น “เขาเป็นแบบนี้นะ ระวังหน่อย” หรือ “เขาทำอย่างนั้นจริงๆ เห็นกับตาเลย” ทั้งที่มันไม่จริง หรือจริงแต่เป็นเรื่องส่วนตัวมากที่ไม่ควรถูกเอาออกมาพูดสาธารณะ คนโดนจะรู้สึกเหมือนถูกถอดความเป็นส่วนตัวออกไปต่อหน้าคนจำนวนมาก
การกีดกันทางสังคมออนไลน์
กรณีนี้เจอเยอะในวัยเรียนและวัยทำงาน เช่น เขามีกรุ๊ปคุยกันเอง นัดหมายกันเอง แซวกันเอง แต่ไม่ให้เราร่วม พูดถึงเราแต่ไม่พูดกับเรา หรือเมินข้อความเราในที่สาธารณะต่อหน้าคนอื่นให้เราดูเหมือนไม่มีตัวตน นี่คือความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบตั้งใจสร้าง
การแชร์รูปหรือข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต
อย่างเช่น การแอบถ่ายแล้วไปลง การปล่อยแชทส่วนตัว การปล่อยรูปส่วนตัว การแชร์ข้อมูลลับ เช่น ที่อยู่ เบอร์โทร โดยไม่ถามเรา นี่เป็นการละเมิดความปลอดภัย และในบางกรณีถือว่ารุนแรงมากจนเข้าข่ายต้องขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย
ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดในวงกว้างระดับเป็นข่าวดัง มันเกิดในห้องเล็กๆ ก็ถือว่าเป็น cyberbullying ได้ ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นทำร้ายเรา กดเราให้ต่ำลง ทำให้เรากลัวและอับอาย แล้วเขายังทำต่อ ทั้งที่เห็นชัดว่าเรากำลังเจ็บ
cyberbullying ต่างจากการแซวเล่นยังไง
คำว่าแซวเล่นจะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ที่ทุกคนโอเค ไม่มีใครรู้สึกถูกทำให้ด้อยค่า และทุกคนหยุดได้ทันทีที่อีกฝ่ายบอกว่าไม่โอเค แต่ cyberbullying คือการทำให้เจ็บ ทั้งที่อีกฝ่ายไม่โอเคแล้ว แต่ยังทำต่อ หรือยิ่งทำหนักขึ้นเพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่น สิ่งสำคัญคือเราไม่ต้องพิสูจน์ว่า “เขาตั้งใจร้ายหรือเปล่า” เพราะถึงเขาจะอ้างว่าแค่ล้อเล่น ก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่เรากำลังถูกทำร้ายทางอารมณ์อยู่ตรงนั้น
ผลกระทบของ cyberbullying ต่อสุขภาพจิต
หลายคนที่โดน cyberbullying จะเริ่มอยู่ในสภาพเครียดแทบตลอดเวลา รู้สึกเหมือนถูกจับจ้อง ถูกตัดสินตลอด ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยแม้แต่ในโทรศัพท์ของตัวเอง ความเครียดแบบนี้ไม่ได้อยู่แค่ในหัว แต่มันส่งผลทั้งอารมณ์ ร่างกาย พฤติกรรมการใช้ชีวิต การนอน และความมั่นใจในตัวเอง
ผลที่เกิดขึ้นบ่อยคือความกังวลสูง เราเริ่มกลัวการเช็กแจ้งเตือน กลัวเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น กลัวเปิดแอป เพราะกลัวว่าจะมีอะไรไม่ดีโผล่มาอีก นี่คือสัญญาณว่าร่างกายกำลังอยู่ในโหมดระวังภัย โดยที่เรายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย บางคนถึงขั้นมือสั่น ใจเต้นแรง หายใจไม่เต็มปอด ทุกครั้งที่มีคนแท็กชื่อหรือส่งบางอย่างมาให้ดู เหมือนสมองตีความว่า “ฉันกำลังโดนโจมตี” ทุกครั้ง แม้เรื่องนั้นอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ด้วยซ้ำ
อีกผลที่ชัดมากคือความรู้สึกไร้ค่า เมื่อเราโดนทำให้เป็นตัวตลกซ้ำๆ หรือถูกด้อยค่าจนคนอื่นหัวเราะ เราอาจเริ่มเชื่อว่า “ฉันก็คงเป็นแบบนั้นจริงๆ” และเริ่มมองตัวเองต่ำลงโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกว่าเราไม่มีค่า ไม่มีใครปกป้องเรา ไม่มีใครอยู่ข้างเรา เป็นหนึ่งในผลกระทบที่อันตรายที่สุด เพราะมันอาจเชื่อมไปสู่ความคิดว่า การหายไปอาจง่ายกว่าอยู่ต่อ ถ้ามาถึงจุดนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่านแล้ว
ด้านการใช้ชีวิตประจำวันก็โดนกระทบ คนจำนวนมากนอนไม่หลับ คิดวนทั้งคืน นั่งจมอยู่กับคำพูดที่ได้รับซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนเสียงนั้นติดในหัวไม่ยอมเงียบ พอนอนไม่พอ ร่างกายก็ยิ่งล้า สมาธิยิ่งตก ทำงานหรือเรียนไม่ไหว กลายเป็นโดนตำหนิเรื่อง “ทำไมไม่โฟกัส” เพิ่มเข้าไปอีก ทั้งที่ต้นเหตุคือการถูกบูลลี่ตั้งแต่แรก

ผลกระทบต่อสุขภาพจิต
ถ้าถูก cyberbullying ควรทำยังไงให้ปลอดภัย
ตรงนี้เป็นส่วนที่อยากให้คุณเก็บไว้ แม้คุณยังไม่พร้อมเล่าให้ใครฟังทั้งหมดก็ตาม เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ควรต้องรับมือคนเดียวเงียบๆ ตลอดเวลา
สิ่งที่พอทำได้ทันทีเมื่อเจอการบูลลี่ออนไลน์:
-
ไม่ต้องตอบโต้ทันที การตอบกลับตอนอารมณ์กำลังพุ่ง อาจกลายเป็นเชื้อให้สถานการณ์บานปลาย ซึ่งสุดท้ายมักถูกจับภาพไปใช้ต่อได้อีก
-
เก็บหลักฐาน เช่น แคปหน้าจอเก็บไว้เกือบทุกครั้งที่มีข้อความคุกคาม ด่าหยาบ ประจาน หรือขู่ การมีหลักฐานช่วยตอนที่คุณตัดสินใจขอความช่วยเหลือหรือรายงาน
-
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว โพสต์ส่วนตัวเป็นส่วนตัว ปิดสิทธิ์คอมเมนต์ของบางคน บล็อกบัญชีที่ทำร้ายคุณได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด คุณไม่จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ใครมาทำร้ายซ้ำ
-
แจ้งแพลตฟอร์มหรือรีพอร์ตพฤติกรรมคุกคาม หลายแพลตฟอร์มมีระบบรายงานที่ออกแบบมาเพื่อลดเนื้อหาที่รุนแรงและการขู่คุกคาม
-
บอกคนที่คุณไว้ใจ เช่น เพื่อน ครอบครัว คนที่คุณรู้สึกว่านั่งข้างคุณได้โดยไม่ตัดสิน บางทีแค่มีคนพูดว่า “สิ่งที่เกิดกับเธอไม่โอเคเลยนะ” ก็ทำให้เราไม่รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นความผิดเรา
-
ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่ามันเกินจะทน เกินจุดที่แค่ปิดหน้าจอแล้วสบายขึ้น นี่คือเวลาที่ควรคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คุณไม่ต้องระวังคำพูด ไม่ต้องกลัวจะถูกมองว่าเรื่องเล็ก และไม่ต้องเก็บมันไว้ในหัวคนเดียวจนมันหนักเกินไป
การปกป้องตัวเองในโลกออนไลน์ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นการตั้งขอบเขตเพื่อความปลอดภัยทางใจของเรา
cyberbullying กระทบคนรอบข้างยังไงบ้าง
ตรงนี้หลายคนไม่ค่อยพูดถึง แต่จริงๆ มันสำคัญ เพราะ cyberbullying ไม่ได้กระทบแค่คนที่โดนตรงๆ คนรอบข้างเองก็ได้รับผลทางอารมณ์ไปด้วย คนที่เห็นเพื่อนโดนบูลลี่แล้วไม่กล้าปกป้อง อาจรู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองขี้ขลาด รู้สึกแย่กับตัวเอง คนที่อยู่ในกลุ่มแชทแล้วเห็นการนินทาหรือประจาน อาจรู้สึกกดดันแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถ้าพูดแทนเพื่อน เราจะโดนตามล่าต่อไหม ถ้าเงียบ เราก็เหมือนปล่อยให้ความรุนแรงเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
การเป็น “พยานเงียบ” ของการบูลลี่ออนไลน์เลยทำให้หลายคนเครียด สะสมความอึดอัด และเริ่มถอยออกจากโซเชียลเหมือนกัน พูดอีกแบบ โลกออนไลน์ที่ไม่ปลอดภัยไม่ได้ทำร้ายแค่คนที่ถูกเล็งเป็นเป้า แต่มันกัดบรรยากาศของกลุ่มทั้งกลุ่ม ทำให้ทุกคนอยู่แบบระแวงระวังตัวเองตลอดเวลา
สิ่งเล็กๆ ที่คนรอบตัวทำได้คือการไม่ร่วมซ้ำ ไม่กดแชร์ ไม่กดแซวเพิ่ม ไม่หัวเราะตาม และถ้าเป็นไปได้ ให้ส่งข้อความส่วนตัวบอกคนที่ถูกทำร้ายว่า เราเห็นนะ สิ่งนี้ไม่โอเคเลย ถ้าต้องการคุยฉันอยู่ตรงนี้ ประโยคสั้นๆ แบบนี้มีความหมายมากกว่าที่คิด เพราะมันบอกอีกฝ่ายว่า เขาไม่ได้โดนปล่อยทิ้งไว้คนเดียว
ควรขอความช่วยเหลือจากใคร ถ้าเริ่มรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว
หลายคนคิดว่าการไปคุยกับผู้ใหญ่ ครู หัวหน้างาน หรือผู้เชี่ยวชาญคือการทำเรื่องให้ใหญ่ ทั้งที่จริงมันคือการปกป้องตัวเองจากอันตรายทางจิตใจที่กำลังสะสม การเก็บความเจ็บไว้เงียบๆ ไม่ได้ทำให้แผลหาย แต่มันทำให้เราอยู่กับแผลนั้นนานขึ้นจนความรู้สึกของตัวเองเริ่มผิดรูป
คนที่คุณสามารถขอความช่วยเหลือได้ มีหลายกลุ่ม เช่น
-
คนที่ไว้ใจได้ตรงๆ เช่น เพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่คุณรู้สึกว่าปลอดภัยพอจะพูดตรงๆ ว่าเรากำลังไม่ไหว
-
ครู อาจารย์ หรือหัวหน้างาน ในกรณีที่การบูลลี่เกิดในบริบทโรงเรียนหรือที่ทำงาน การแจ้งผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่ดูแลสภาพแวดล้อม ช่วยหยุดการกระทำซ้ำๆ ได้ในบางกรณี
-
การรายงานบัญชีหรือโพสต์ที่รุนแรงกับแพลตฟอร์ม เพื่อให้มีหลักฐานและให้เขาช่วยจัดการด้านการละเมิด
-
หน่วยงานที่เกี่ยวกับความปลอดภัยออนไลน์หรือการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล กรณีที่มีการคุกคามหนักจนแตะเรื่องความปลอดภัย
-
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ ซึ่งมองเรื่องนี้ในมุมผลกระทบต่อใจ คุณไม่ต้องมีคำอธิบายสวยงาม ไม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลา คุณแค่มากับประโยคง่ายๆ ว่า “ตอนนี้มันเริ่มเกินกว่าที่ฉันรับไหวคนเดียวแล้ว”
การคุยกับมืออาชีพไม่ได้แปลว่าคุณแพ้ แต่มันแปลว่าคุณกำลังเลือกปกป้องสุขภาพจิตของตัวเองอย่างจริงจัง

cyberbullying
cyberbullying ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวของเหยื่อ แต่มันเป็นสภาพแวดล้อมที่เราทุกคนมีส่วนร่วม
สังคมออนไลน์บางครั้งชอบทำเหมือนปัญหาอยู่ที่คนโดน ว่าทำไมไม่ใจแข็ง ทำไมไม่ปล่อยวาง ทำไมไม่ปิดแอปไปเลย ทั้งที่จริงมันควรกลับกัน คำถามจริงควรเป็น ทำไมเราถึงปล่อยให้การทำร้ายกันกลายเป็นเรื่องปกติ ทำไมความสนุกของบางคนต้องแลกกับความเจ็บของอีกคน และทำไมเราถึงปล่อยให้การประจานคนหนึ่งคนกลายเป็นคอนเทนต์ให้คนทั้งวงหัวเราะ
การหยุดวงจร cyberbullying ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหยื่อคนเดียว เพราะคนที่เจ็บที่สุดไม่ควรถูกสั่งให้แก้ปัญหาทั้งหมดด้วยตัวเอง เราทุกคนในฐานะคนใช้โซเชียลมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสริมความรุนแรงหรือหยุดมัน เราจะขำตามหรือเงียบ เราจะช่วยรีพอร์ตหรือปล่อยผ่าน การมีคนข้างๆ ที่บอกว่า สิ่งนี้มันไม่โอเคนะ คือสิ่งที่ทำให้คนที่โดนรู้สึกว่าเขายังมีความหมายอยู่ในโลกนี้
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าฉันถูกล้อในกลุ่มแชทเพื่อน โดยที่ทุกคนบอกว่าแค่หยอกเล่น นี่คือ cyberbullying ไหม?
อาจใช่ ถ้าคุณรู้สึกอับอาย ถูกทำให้ต่ำลง รู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะอยู่ในกลุ่ม แต่เขายังทำซ้ำแม้คุณไม่โอเค นั่นไม่ใช่การหยอกเล่นแล้ว การหยอกจริงๆ ต้องหยุดได้เมื่ออีกฝ่ายรู้สึกเจ็บ
ทำไมฉันถึงยังคิดถึงคำพูดแย่ๆ ซ้ำในหัว ทั้งที่มันจบไปแล้ว?
เพราะสมองจำประสบการณ์ที่เจ็บแรงๆ ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดซ้ำ คุณอาจรู้สึกเหมือนโดนซ้ำอีกครั้งทุกครั้งที่นึกถึง นี่คือเหตุผลว่าทำไม cyberbullying ถึงไม่ใช่เรื่องเล็ก คนอื่นพิมพ์แค่ครั้งเดียว แต่คุณต้องอยู่กับผลของมันต่อเนื่อง
ฉันควรตอบโต้แรงๆ กลับไปไหม?
การตอบโต้ทันทีมักทำให้เรื่องบานปลาย และบางครั้งกลายเป็นหลักฐานย้อนกลับมาทำร้ายเราได้อีก วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเก็บหลักฐาน ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว รีพอร์ต และปรึกษาคนที่ไว้ใจหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณไม่อยู่กับมันลำพัง
ถ้าฉันเริ่มนอนไม่หลับ เครียด จนไม่อยากไปโรงเรียนหรือที่ทำงาน นี่ถือว่าหนักพอจะขอความช่วยเหลือหรือยัง?
ใช่ ถ้าความรู้สึกที่มาจากการโดนบูลลี่เริ่มรบกวนการใช้ชีวิตปกติในแต่ละวัน เช่น กินไม่ลง ใจเต้นแรงตลอด กลัวเจอคนบางกลุ่ม หรือมีความคิดว่าฉันไม่มีค่าแล้ว ถึงเวลาที่ควรคุยกับคนที่รับฟังได้จริง ไม่จำเป็นต้องรอให้มันพังไปกว่านี้ก่อน
ฉันอายมาก ไม่อยากเล่าให้คนรู้จัก แต่ก็ไม่อยากอยู่แบบนี้แล้ว ทำยังไงดี?
นี่เป็นจุดที่การคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตช่วยได้ เพราะคุณจะได้เล่าในพื้นที่ที่เขาไม่ได้ตัดสิน ไม่รีบตำหนิ ไม่บอกว่าเธอก็แค่คิดมาก เขารับฟังเพื่อช่วยพาคุณออกจากความรู้สึกติดค้าง ไม่ใช่ทำให้คุณรู้สึกผิดที่โดนทำร้าย
คนที่ยืนดูเฉยๆ ถือว่ามีส่วนไหม?
การนิ่งเฉยอาจทำให้คนที่โดนรู้สึกว่าไม่มีใครอยู่ข้างเขาเลย ซึ่งยิ่งทำร้ายมากขึ้น แม้คุณจะไม่กล้าออกหน้าปกป้องในที่สาธารณะ การทักเขาส่วนตัว บอกว่าเธอไม่สมควรเจอแบบนี้นะ ฉันอยู่ตรงนี้ถ้าอยากคุย ก็ช่วยเขาได้มากแล้ว
บริการดูแลใจจาก Mind D Clinic
Mind D Clinic เป็นคลินิกสุขภาพใจที่ตั้งใจให้คุณมีพื้นที่ปลอดภัยในการเล่าเรื่องที่คุณไม่กล้าเล่าที่อื่น โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการถูกทำร้ายทางอารมณ์ เช่น การถูกบูลลี่ออนไลน์ การโดนคุกคามทางโซเชียล หรือการรู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่ไหวแล้ว ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรา เช่น จิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิก จะช่วยประเมินผลกระทบด้านอารมณ์ ความเครียด ความวิตกกังวล การนอน การกิน ความคิดต่อตัวเอง และช่วยวางแนวทางการดูแลที่เหมาะกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยบำบัดเชิงจิตวิทยา การดูแลด้านยาอย่างระมัดระวังถ้าจำเป็น หรือการวางแผนดูแลต่อเนื่องเพื่อให้คุณค่อยๆ กลับมายืนในที่ที่รู้สึกปลอดภัยขึ้น
ถ้าคุณรู้สึกว่าตอนนี้มันไม่ใช่แค่โซเชียลดราม่าแล้ว แต่มันเริ่มกระทบการหายใจ การนอน การใช้ชีวิตประจำวัน คุณไม่จำเป็นต้องแบกไว้คนเดียว คุณสามารถขอความช่วยเหลือได้ ตั้งแต่วันนี้ แบบปลอดภัย เป็นส่วนตัว และไม่ถูกตัดสิน คุณสมควรได้รับการปกป้อง ไม่ใช่การโทษตัวเอง
อ่านเพิ่มเติม:












