คุณเคยรู้สึกไหมว่ามีใครบางคนทำให้คุณเริ่มไม่แน่ใจในตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้คุณมั่นใจในความคิดของตัวเองมาก พอเวลาผ่านไปกลับรู้สึกสับสน เหมือนสิ่งที่จำได้ไม่ตรงกับสิ่งที่เขาพูด หรือแม้แต่เริ่มสงสัยว่า “ฉันคิดไปเองหรือเปล่า” หากเคยมีความรู้สึกแบบนี้ คุณอาจกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า gaslighting พฤติกรรมหลอกทางอารมณ์ที่ทำให้เหยื่อค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจและเริ่มไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก
สารบัญ
พฤติกรรมนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในความสัมพันธ์แบบคู่รัก ครอบครัว หรือแม้แต่ในที่ทำงาน โดยผู้ที่ทำมักไม่ตะโกนใส่ ไม่ทำร้ายร่างกาย แต่ใช้คำพูดที่บิดเบือนความจริงอย่างแนบเนียน จนอีกฝ่ายค่อยๆ เชื่อว่า “ตัวเองผิด” และ “เขาถูก” เสมอ
gaslighting คืออะไร ทำไมถึงเป็นการทำร้ายทางจิตใจแบบหนึ่ง
คำว่า gaslighting มาจากภาพยนตร์เก่าชื่อ Gaslight ที่ตัวละครฝ่ายชายค่อยๆ ทำให้ภรรยาของตัวเองเชื่อว่าเธอเริ่ม “สติไม่ดี” ทั้งที่ทุกอย่างเป็นแผนหลอกลวงของเขา เพื่อควบคุมและทำให้เธอสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง
ในปัจจุบัน คำนี้ถูกใช้เรียกพฤติกรรมที่ทำให้อีกฝ่ายสงสัยในความคิด ความทรงจำ หรือความรู้สึกของตัวเอง เช่น
-
ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งที่มีหลักฐาน
-
ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดในสิ่งที่ไม่ควรต้องรู้สึก
-
บอกว่า “คิดมากไปเอง” หรือ “เธออ่อนไหวเกินไป”
-
ใช้คำพูดที่ทำให้เหยื่อเชื่อว่า “สิ่งที่เธอรู้สึกไม่จริง”
พฤติกรรมนี้อาจดูไม่รุนแรงในตอนแรก แต่เมื่อเกิดซ้ำๆ จะค่อยๆ ทำให้เหยื่อสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง จนกลายเป็นการถูกทำร้ายทางจิตใจโดยไม่รู้ตัว
ลักษณะของคนที่ชอบใช้ gaslighting
คนที่มีพฤติกรรม gaslighting มักมีจุดร่วมบางอย่าง เช่น
-
ต้องการควบคุมอีกฝ่ายให้ทำตาม
-
ไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง
-
ใช้คำพูดที่ฟังดูดีแต่แฝงเจตนาทำให้สับสน
-
มักเปลี่ยนเรื่องเมื่อถูกจับได้ว่าพูดโกหก
-
ชอบบอกว่า “ทำเพราะรัก” ทั้งที่จริงคือการกดดัน
บางครั้งพวกเขาอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังทำพฤติกรรมนี้ แต่ผลกระทบต่ออีกฝ่ายกลับรุนแรง เพราะค่อยๆ ทำให้เหยื่อหมดพลังในการโต้แย้งและยอมจำนนในที่สุด
ตัวอย่างพฤติกรรม gaslighting ที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน
ในความสัมพันธ์คู่รัก
เช่น พูดว่า “เธอคิดไปเอง ฉันไม่ได้ทำแบบนั้น” ทั้งที่อีกฝ่ายมีหลักฐาน หรือพยายามบอกว่า “เธอจำผิด” จนอีกคนเริ่มสงสัยตัวเอง
ในที่ทำงาน
หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่ชอบพูดว่า “ฉันไม่เคยพูดแบบนั้น” หรือ “เธอจำผิดแล้ว” ทั้งที่เรื่องนั้นเกิดขึ้นจริง เพื่อปัดความรับผิดชอบ
ในครอบครัว
พ่อแม่ที่พูดว่า “แม่ไม่ได้พูดแรงขนาดนั้น เธอคิดมากเอง” ทั้งที่คำพูดนั้นทำให้ลูกเสียใจมาก หรือคนในบ้านที่ทำให้สมาชิกอีกคนรู้สึกผิดตลอดเวลา
การรู้เท่าทันรูปแบบเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการปกป้องสุขภาพใจ

วิธีรับมือกับ gaslighting
gaslighting ส่งผลต่อจิตใจอย่างไร
พฤติกรรม gaslighting ส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพจิตอย่างมาก เพราะทำให้เหยื่อรู้สึกสับสนและหมดศรัทธาในตัวเอง
-
ความมั่นใจลดลง รู้สึกว่าตัวเอง “ผิดเสมอ”
-
เริ่มสงสัยความทรงจำหรือความรู้สึกตัวเอง
-
มีอาการวิตกกังวล หวาดระแวง
-
รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง
-
ในบางกรณี อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
เมื่อสมองรับแรงกดดันแบบนี้นานเข้า ร่างกายก็อาจตอบสนองด้วยอาการทางกาย เช่น นอนไม่หลับ ปวดหัว หรืออ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
จะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังถูก gaslighting อยู่
มีสัญญาณเตือนหลายอย่างที่อาจบ่งบอกว่าคุณกำลังเผชิญกับ gaslighting เช่น
-
รู้สึกว่าต้องขอโทษตลอดเวลา
-
สงสัยตัวเองแม้ในเรื่องเล็กๆ
-
กลัวการพูดความคิดของตัวเอง
-
รู้สึกผิดแม้จะไม่ใช่เรื่องผิด
-
มีคนบอกซ้ำๆ ว่า “เธอคิดมาก” หรือ “ไม่มีใครคิดแบบเธอหรอก”
หากคุณเริ่มรู้สึกว่าชีวิตอยู่ภายใต้คำพูดหรือการควบคุมของใครบางคน และความมั่นใจของคุณลดลงอย่างเห็นได้ชัด อาจถึงเวลาต้องสำรวจว่าความสัมพันธ์นั้นปลอดภัยจริงหรือไม่

ผลกระทบของ gaslighting ต่อจิตใจ
วิธีรับมือกับคนที่ใช้ gaslighting
-
เชื่อในความรู้สึกของตัวเอง
ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายใจ นั่นคือสัญญาณสำคัญ อย่าปล่อยให้ใครมาทำให้คุณสงสัยในความรู้สึกนั้น -
เก็บหลักฐานหรือเขียนบันทึก
เพื่อยืนยันเหตุการณ์ในวันที่คุณเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ จะช่วยให้คุณเห็นความจริงชัดขึ้น -
อย่าพยายามเถียงเพื่อเอาชนะ
คนที่ใช้ gaslighting มักไม่ยอมรับผิด การพยายามพิสูจน์อาจทำให้คุณยิ่งหมดพลัง -
พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ
การระบายหรือปรึกษาเพื่อนที่เข้าใจช่วยให้คุณมองเห็นมุมอื่นและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว -
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
หากสถานการณ์เริ่มส่งผลต่ออารมณ์ การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดเป็นทางออกที่ปลอดภัยและช่วยให้ฟื้นฟูจิตใจได้เร็วขึ้น
เมื่อใดควรปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจ
หากคุณเริ่มรู้สึกหมดเรี่ยวแรง ไม่มั่นใจในตัวเอง หรือเริ่มสงสัยว่าทุกอย่างที่คิดอาจผิดไปหมดแล้ว นั่นคือสัญญาณที่ควรขอความช่วยเหลือ
คลินิกสุขภาพใจอย่าง มายด์ดี คลินิก (Mind D Clinic) มีทีมจิตแพทย์และนักจิตบำบัดเฉพาะทางที่พร้อมรับฟังและช่วยดูแลผู้ที่กำลังเผชิญภาวะเครียด วิตกกังวล หรือได้รับผลกระทบจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดี
มายด์ดี คลินิกรับให้คำปรึกษาและดูแลปัญหาทางจิตเวชทั่วไปของผู้ป่วยตั้งแต่อายุ 15 – 65 ปี พร้อมบรรยากาศอบอุ่น เป็นส่วนตัว และเข้าใจคุณในทุกมิติของความรู้สึก
สรุป การทำร้ายทางใจที่เราควรรู้เท่าทัน
gaslighting ไม่ใช่การทะเลาะกันทั่วไป แต่เป็นพฤติกรรมบิดเบือนความจริงที่ทำให้คนหนึ่งสูญเสียความมั่นใจในตัวเองโดยไม่รู้ตัว การรู้เท่าทันและกล้าเชื่อในความรู้สึกของตัวเองคือจุดเริ่มต้นของการปกป้องใจ
หากคุณรู้สึกว่ากำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้สับสนหรือเหนื่อยใจ มายด์ดี คลินิก พร้อมช่วยให้คุณกลับมารู้จักคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง
คำถามที่พบบ่อย
gaslighting ต่างจากการโกหกทั่วไปยังไง?
gaslighting เป็นการโกหกที่มีเป้าหมายเพื่อบงการและควบคุม ทำให้เหยื่อเริ่มไม่มั่นใจในความคิดของตัวเอง
ถ้ารู้ตัวว่าถูก gaslighting ควรทำยังไงก่อน?
เริ่มจากยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง อย่าโทษตัวเอง แล้วหาคนที่ไว้ใจหรือผู้เชี่ยวชาญช่วยพูดคุย
gaslighting เกิดขึ้นในครอบครัวได้ไหม?
ได้ บางครั้งพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดอาจใช้คำพูดที่บั่นทอนโดยไม่รู้ตัว เช่น “แม่ไม่ได้พูดแรงขนาดนั้น เธอคิดไปเอง”
จะฟื้นความมั่นใจได้ยังไงหลังจากโดน gaslighting มานาน?
ให้เวลาใจตัวเอง ปรับมุมมอง และลองทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกมีคุณค่า รวมถึงเข้ารับการบำบัดเพื่อฟื้นฟูความมั่นใจ
ทำไมบางคนถึงใช้ gaslighting กับคนอื่น?
ส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการควบคุม หรือความกลัวที่จะเสียอำนาจ จึงใช้วิธีนี้เพื่อทำให้อีกฝ่ายยอมตาม
อ่านเพิ่มเติม:












